อ่านละคร เพลิงบุญ ตอนที่ 5 วันที่ 8 ส.ค.60

อ่านละคร เพลิงบุญ ตอนที่ 5 วันที่ 8 ส.ค.60

“ป้าพรรณเป็นคนทำ เขายังไม่บ่นเลย พี่วิไม่ได้ทำไม่ต้องมาเดือดร้อน” ใจเริงเถียงตาใส

“อ๊ะอีนี่ มึงใช้สมองซีกไหนคิดหะ ต่อมเห็นแก่ตัวมึงทำงานได้มีประสิทธิภาพมาก” ใจเริงไม่พอใจที่ขึ้นมึงกู วิลาวรรณแค่นยิ้ม “หนอยละอายหู ฟังไม่ได้หยาบคาย แต่จิตใจตัวเองทั้งหยาบทั้งกระด้าง ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ มาอยู่บ้านคนอื่นอะไรก็ไม่ช่วย ยังทำให้เดือดร้อน”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เริงอยู่อีกไม่นาน ไปแน่ และต้องไปอยู่ที่ที่ดีกว่านี้แน่นอน”



“เออ แล้วกูจะคอยดู ไปเลย ไปที่ดีๆไปที่ชอบที่ชอบได้ยิ่งดี”

ใจเริงแทบกรี๊ดอยากเข้าไปตบแต่ไม่กล้า ได้แต่ยืนกัดเล็บแววตากร้าวครุ่นคิดทำบางอย่าง

เย็นวันต่อมา ใจเริงยืนอยู่หน้าบ้านฤกษ์ โทร.ถาม พิมาลาจะกลับกี่โมง พิมาลาดีใจที่ใจเริงโทร.มาแต่ก็แปลกใจว่าไปที่บ้านตนได้อย่างไร ใจเริงอ้างว่ามาทำธุระแถวนี้เลยดูจากหนังสือที่ลงสัมภาษณ์ พิมาลาไม่ติดใจสงสัยบอกให้เธอเข้าไปรอในบ้านจะรีบกลับ

แอ๊ดเปิดประตูรับ พอเห็นว่าเป็นใจเริงก็ชะงักยิ้มแหยๆไม่เต็มใจต้อนรับ ใจเริงถือวิสาสะเดินสำรวจบ้าน แอ๊ดเข้าครัวไปเตรียมน้ำ ใจเริงเดินขึ้นข้างบนอย่างไม่เกรงใจ เข้าไปในห้องนอนใหญ่ เห็นภาพแต่งงานของฤกษ์กับพิมาลาติดหราทำให้รู้สึกอิจฉา มองความหรูหราในห้อง ของใช้ที่ดูมีราคายิ่งเกิดความริษยามากขึ้นเป็นทวีคูณ

แอ๊ดถือถาดน้ำมาวางแล้วต้องแปลกใจที่ใจเริงหายไปไหน เดินไปดูในห้องน้ำก็ไม่มี ชักเอะใจรีบวิ่งขึ้นไป ชั้นบน เปิดประตูห้องนอนเข้าไปเห็นใจเริงกำลังมองตู้เก็บกระเป๋าของพิมาลา ก็ถามอย่างไม่พอใจว่าเข้ามาได้อย่างไร ใจเริงตอบหน้าตาเฉยว่าเดินเข้ามา

“แล้วเข้ามาทำไมคะ เข้ามาไม่ได้นะคะ นี่เป็นห้องส่วนตัวของคุณพิมกับคุณฤกษ์ แขกเข้ามาไม่ได้ค่ะ”

“ฉันไม่ใช่แขก ฉันเป็นเพื่อนรักของพิม และพิมก็บอกให้ฉันทำตัวตามสบาย นี่ก็สบายๆของฉัน เจ้าของบ้านเขาอนุญาต คนใช้คงไม่เกี่ยว” ใจเริงยิ้มเหยียดก่อนจะเดินเชิดหน้าออกไป

ใจเริงเดินลงมา พอดีโทรศัพท์บ้านดังขึ้น เธอฉุกคิดแล้วเข้าไปรับสาย แล้วก็สมใจเพราะเป็นฤกษ์ที่โทร.เข้ามา จริงๆ เขาแปลกใจถามเสียงเข้มว่าใคร

“พี่ฤกษ์จำเสียงเริงไม่ได้เหรอคะ”

“มาทำอะไรในบ้านผม” ฤกษ์หน้าร้อนวาบด้วยความไม่พอใจ

แอ๊ดตามมาได้ยินว่าใจเริงคุยโทรศัพท์กับฤกษ์ก็ตกใจ ใจเริงตอบยั่วว่าไม่แปลกเพราะตนเป็นเพื่อนรักของพิมาลา แล้วแกล้งถามว่าเขาโทร.มามีอะไรฝากตนไว้ได้

“ไม่ต้อง! เรื่องในบ้าน ผมไม่ชอบคุยกับคนนอก แต่คุณมาที่บ้านก็ดีแล้ว จะได้เห็นว่าบ้านที่ผมตั้งใจทำให้พิม บ้านที่สร้างด้วยรัก บ้านที่คุณไม่มีวันจะได้อยู่ มันสวยแค่ไหน...” ฤกษ์ตัดสายด้วยความสะใจ แล้วพึมพำ “ชื่นชมมันให้พอใจ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่คุณทำได้”

ใจเริงแค้นใจกระแทกหูโทรศัพท์โครม แอ๊ดรีบถามว่าฤกษ์พูดอะไรบ้าง กลับโดนใจเริงตวาดใส่หน้าว่าเรื่องของตน แอ๊ดร้องอ้าว...ฤกษ์โทร.เข้าบ้านก็น่าจะเป็นเรื่องของคนในบ้าน ใจเริงชะงักพยายามคุมสติ หันมาพูดน้ำเสียงดีขึ้นว่าขอน้ำเย็นสักแก้ว น้ำเปล่าไม่เอาจะไปรอที่ระเบียง แอ๊ดหน้าเหวอ เป็นแขกทำไมสั่งแบบไม่เกรงใจแบบนี้

ไม่นานพิมาลาขับรถกลับมาถึงบ้าน ซื้อขนมมาเต็มสองมือ ใจเริงดีใจกินขนมด้วยท่าทางหิวโหย จนพิมาลาต้องปรามให้ช้าๆเดี๋ยวสำลัก ไม่ทันขาดคำใจเริงก็สำลัก พิมาลาส่งน้ำส้มให้

“ก็เริงไม่ได้กินของดีๆแบบนี้มาตั้งนานแล้ว พิมก็ซื้อแต่ของโปรดของเริง น่ารักที่สุดเลย”

พิมาลาถามอย่างห่วงใยถึงชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ใจเริงร้องไห้สมเพชตัวเองเหลือทน ไม่เหลืออะไรในชีวิต ทั้งบ้าน รถและแม้แต่ครอบครัว ไม่มีอนาคตไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร อยากตายให้รู้แล้วรู้รอด พิมาลาใจหายรู้สึกว่าเพื่อนรักอ่อนแอลงมาก

แอ๊ดเห็นแล้วฉงนใจเพราะก่อนหน้านี้ไม่มีท่าทีจะเศร้าโศกอะไร...ใจเริงสะอื้นบอกชีวิตตนตอนนี้เหมือนไม่มีทางออก วิลาวรรณคอยเหยียบย่ำซ้ำเติมไม่เห็นใจ พิมาลาแปลกใจเพราะเมื่อก่อนเห็นพรพรรณกับวิลาวรรณก็ดีกับใจเริง

“ก็ใช่ แต่อย่างว่านะ...เมื่อก่อนเรามีเงิน ใครๆก็เอาใจ แต่ตอนนี้เราไม่มีอะไรเลย เขาก็เลยทำแบบนี้กับเรา เราเพิ่งรู้ คนเราพอมันไม่มีเงิน ไม่มีสมบัติ ไม่มีผลประโยชน์ มันไม่มีค่าอะไรเลยจริงๆ เราไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตเราจะตกต่ำได้มากขนาดนี้ ทำไม...เราทำผิดอะไรพิม ทำไมชีวิตถึงได้โหดร้ายกับเราแบบนี้ เราไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจจริงๆ”

พิมาลาขยับเข้ากอดปลอบ ไม่เฉลียวใจสักนิดว่าสิ่งที่ใจเริงพูดเป็นการเห็นแก่ตัว โทษแต่คนอื่น กลับสงสารเพื่อนรักและพร้อมให้ความช่วยเหลือ

ooooooo

เมื่อแอ๊ดโทร.รายงานผ่องใส เธอร้อนใจนำเรื่องมาปรึกษามาลีกับมาลัยวรรณ ทั้งสามคิดเหมือนกันว่าการที่ใจเริงทำแบบนี้ จะทำให้พิมาลาใจอ่อน ถ้าห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ความใจดีไม่มีขีดจำกัดของพิมาลาจะนำความเดือดร้อนมาถึงตัวจนได้

พอฤกษ์กลับมา พิมาลาชวนคุยและบอกเรื่องใจเริงแวะมาเยี่ยม เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่ารู้ พิมาลาแปลกใจรู้ได้อย่างไร ฤกษ์เห็นสีหน้าภรรยาจึงขยายความ

“พอดีผมโทร.เข้าบ้านจะถามแอ๊ดว่าเตรียมอาหารเย็นอะไรบ้าง แต่เพื่อนคุณไม่มีมารยาทรับสาย ทำยังกะเป็นบ้านของตัวเอง ผมก็เลยรู้ว่าเขามาที่นี่”

พิมาลาโล่งอก บอกใจเริงคงช่วยรับเพราะเห็นว่าไม่มีใครรับ ไม่ใช่ไม่มีมารยาท ฤกษ์ประชดว่าลืมไปเพื่อนคนนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด พิมาลาพยายามพูดให้ฤกษ์เห็นใจใจเริงอย่าซ้ำเติม

“พิมนี่เป็นคนดีจริงๆเลย ผมเลือกเมียไม่ผิด...พรุ่งนี้ไม่ไปดูงานกับผมที่เขาใหญ่จริงหรือ”

“ไปไม่ได้จริงๆค่ะ ตอนนี้งานที่ออฟฟิศยุ่งมาก ต้องอยู่ช่วยพี่หมี่”

ฤกษ์หอมแก้มเธอไปโอดครวญไปว่าต้องนอนคนเดียวตั้งสองคืน พิมาลาขำทีเมื่อก่อนนอนได้ เขาโอบกอดและว่าตอนนี้มีเมียแล้วไม่เหมือนเดิม คืนนี้ต้องจัดหนัก ว่าแล้วก็อุ้มเธอตัวลอย พิมาลาเขินอายไม่มีทีท่าปัดป้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข...

บ้านสุพรรญาที่เทิดพันธ์อาศัยอยู่ บรรยากาศต่างจากบ้านฤกษ์อย่างสิ้นเชิง เทิดพันธ์หน้าตาหมองมีหนวดขึ้นครึ้ม นั่งฟังเสียงเข็มนาฬิกาเดินจนตีสาม มีรถหรูมาส่งสุพรรญาที่หน้าบ้าน เสี่ยท่าทางป๋าเดินลงมากอดและหอมเธอแต่ไม่กล้าเข้าบ้าน เพราะเธอโกหกว่าอยู่กับพี่ชาย

พอเสี่ยกลับไป สุพรรญาหน้าเครียดลงเดินเข้าบ้านแล้วต้องตกใจ เมื่อเห็นเทิดพันธ์ยืนรอพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ เขาขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ขอบคุณที่ดูแลตนอย่างดี ถึงเวลาที่ตนต้องออกไปเจอโลกความจริงที่หนีมานาน สุพรรญาหน้าเสีย

“เดี๋ยวค่ะคุณเทิด แต่คุณไม่มีอะไรเลยนะคะ คุณจะไปอยู่ที่ไหน แล้วจะอยู่ยังไง ญาบอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องห่วง ญาดูแลคุณได้ ถ้าคุณคิดมากเรื่องเสี่ย ไม่ต้องห่วงนะคะ ที่ญาต้องทำแบบนี้เพราะเขาจะฝากญาเข้าทำงานในบริษัทเพื่อน เรียกเงินเดือนสูงๆให้ ถ้าญาได้งานนี้ก็ไม่ยุ่งกับเขาแล้วค่ะ”

“ญา...ยิ่งคุณดีกับผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกผิดกับคุณมากเท่านั้น ผมขอโทษจริงๆ”

“คุณไม่เคยรักญาจริงๆด้วย ไม่ว่าญาจะพยายามทำดีแค่ไหน ญาก็ไม่มีวันที่จะได้ความรักของคุณ...ขอบคุณนะคะที่ไม่หลอกให้ความหวังกับญา”

เทิดพันธ์ดึงสุพรรญาเข้ามากอดอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะตัดใจหันไปคว้ากระเป๋าเดินออกไป สุพรรญารู้ว่า ไม่อาจยื้อเขาไว้ได้ นี่เป็นการจากลาที่แสนเศร้าและสวยงามในยามเดียวกัน...

เทิดพันธ์เดินลากกระเป๋าไปตามทางอย่างใช้ความคิด จนฟ้าเริ่มสาง เขามาถึงย่านชุมชนเก่าริมน้ำแห่งหนึ่ง หยุดอยู่ที่หน้าบ้านไม้เก่าๆที่มีพื้นที่รอบบ้านกว้าง ประตูบ้านมีกุญแจเก่าคล้องอยู่ แสดงให้เห็นว่าปิดทิ้งร้างมานาน

ลุงหยัดคนเฝ้าบ้านเก่าแก่มาไขประตูให้ด้วยความดีใจ บ่นว่าเขาหายไปไหนเสียนาน โทร.ไปที่บริษัทก็ไม่มีคนรับสาย เทิดพันธ์ถอนใจก่อนจะบอกลุงว่า บริษัทเจ๊ง ตนตกงานถึงได้ซมซานมาที่บ้านที่พ่อเคยยกให้ แต่ตนไม่เห็นค่าสักนิด ลุงหยัดบอกว่า

“คุณท่านรักบ้านหลังนี้มาก ท่านเกิดที่นี่ ต่อให้ร่ำรวยย้ายไปอยู่บ้านใหญ่ แต่ก็ไม่คิดจะขาย ก่อนจะเสียยังกำชับให้ผมกลับมาดูแล เพราะรู้ว่าคุณเทิดคงไม่ค่อยได้แวะมา”

“ถ้าพ่อยังอยู่อาจจะเสียใจที่ผมทำธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า เงินที่พ่อเหลือไว้ให้ก็หมด แต่พ่ออาจจะดีใจในที่สุดผมก็กลับมาอยู่บ้านที่พ่อรักที่สุด” เทิดพันธ์เศร้าแต่รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

ลุงหยัดบอกว่าบ้านตนอยู่แถวนี้ มีอะไรเรียกใช้ได้ ของที่เขาให้คนขนมาเมื่อหลายเดือนก่อน อยู่ในห้องเก็บของทั้งหมด เทิดพันธ์พยักหน้า ครุ่นคิดถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่...เขาค่อยๆรื้อของที่ส่งมาก่อน เป็นสัมภาระจากบ้านที่เคยเป็นเรือนหอ พอเห็นรูปใจเริงก็รวบรวมทิ้งจนหมด

ooooooo

ด้านใจเริงเหลือเงินในตัวไม่ถึงหมื่น พอดีเจ๊เอ็ง เจ้าของบริษัททัวร์โทร.ตามให้กลับไปทำงาน ถ้าอายไม่อยากให้ใครเห็นก็จะจัดห้องทำงานให้อยู่ ใจเริงจำต้องรับเพราะเงินใกล้หมด

ค่ำวันนั้นใจเริงกินขนมจีนแกงไก่ที่พรพรรณเก็บไว้ให้ แต่ด้วยความที่ไม่อร่อยจึงเททิ้ง วิลาวรรณเห็นไม่พอใจโวยวายหาว่าล้างผลาญ ทะเลาะตบตีกันถึงขั้นเอาขนมจีนยีหัว พรพรรณได้ยินเสียงรีบวิ่งมาห้ามปราม วิลาวรรณหมดความอดทนแล้ว ไล่ตะเพิดใจเริงให้ออกไปจากบ้าน พรพรรณต้องลากลูกสาวออกไปสงบสติอารมณ์ ใจเริงนั่งร้องไห้หน้าตาบอบช้ำ...

รุ่งเช้าพิมาลากำลังจะทานอาหารเช้า เห็นโน้ตของแอ๊ดเขียนบอกไว้ว่าวันนี้ฤกษ์จะกลับจากเขาใหญ่ อยากกินกุ้งอบวุ้นเส้น ตนจึงออกไปซื้อที่ตลาด พิมาลาอมยิ้มคิดเอาใจสามีด้วยการจะชวนไปดูหนังคืนนี้...ความสุขไม่ทันเริ่ม เสียงออดดังขึ้น

พิมาลาออกมาเห็นสภาพใจเริงที่หน้าบ้านก็ตกใจ รีบประคองเข้ามาในบ้านหายามาทารอยช้ำที่หน้า ใจเริงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหมดฟอร์ม พิมาลาทายาไปคอยถามว่าเจ็บไหม

“ถ้าเทียบกับในใจเรา มันแทบไม่เจ็บเลย ทำไมชีวิตเรามันถึงได้บัดซบแบบนี้ ตบกับญาติตัวเองเพราะขนมจีนแค่จานเดียว นี่เราจนตรอกหมดหนทาง หมดศักดิ์ศรีขนาดนี้เลยใช่ไหม”

พิมาลาไม่อยากเชื่อว่าวิลาวรรณจะร้ายขนาดนั้น แต่ใจเริงฟูมฟายว่าถ้าป้าไม่มาห้ามตนคงตายคามือวิลาวรรณไปแล้ว ตนอยู่บ้านนั้นไม่ได้อีก ตายเสียดีกว่าให้โดนคนต่ำๆฆ่าตาย พิมาลากลัวใจเริงคิดสั้นจึงพยายามเสนอทางเลือกให้ไปอยู่บ้านตนก่อน แต่ใจเริงหาว่าแม่กับน้องไม่ชอบเธอ พิมาลาให้หาห้องเช่า ใจเริงอ้างว่าเงินจะกินยังไม่พอแล้วตัดสินใจรุก

“พิม...เราขออยู่ที่นี่กับพิมได้ไหม นะพิมนะ เราขออยู่แค่ไม่นาน ถ้าเราหาเงินได้หางานดีๆได้ เราจะรีบย้ายออกไปทันที นะพิมนะ เราขอร้อง เราไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ”

พิมาลาเห็นเพื่อนร้องไห้ก็ใจอ่อนลืมคิดหน้าคิดหลัง ใจเริงโผกอดหยุดฟูมฟายชื่นชมพิมาลายกใหญ่ว่าเป็นเพื่อนที่ประเสริฐ จะไม่ลืมบุญคุณ ในใจพิมาลาถามตัวเองว่าทำถูกแล้วใช่ไหม

บ่ายวันนั้นใจเริงกลับไปขนกระเป๋ามาเต็มรถแท็กซี่ เรียกแอ๊ดให้ช่วยขน แอ๊ดทำหน้างง พิมาลาตอบข้อสงสัยแก่แอ๊ดว่าใจเริงจะมาอยู่ด้วยสักพัก แอ๊ดแทบช็อก ใจเริงไม่มีสีหน้าโศกเศร้าเหลืออยู่เลย เรียกแอ๊ดให้ช่วยถือกระเป๋าและชี้ไปที่ใบใหญ่สองใบ ส่วนตัวเองถือใบเล็กอ้างว่าใบนี้ราคาแพง แอ๊ดทำหน้าเหวอ พิมาลาจึงเข้ามาช่วยถือใบใหญ่อีกใบให้ไปยังห้องที่จัดไว้

เมื่อแอ๊ดโทร.ฟ้องผ่องใส เธอก็รีบมาปรึกษาที่บ้านมาลี พจน์จะเรียกลูกสาวมาสอบถาม ไม่ควรยกโขยงกันไปที่บ้านฤกษ์ให้เป็นเรื่องใหญ่ มาลัยวรรณบ่นว่าตอนนี้มันเรื่องใหญ่แล้ว

“พี่เริงเขาไม่ใช่แค่เพื่อนพี่พิม แต่เขาเป็นแฟนเก่าพี่ฤกษ์ แล้วก็เป็นคนนิสัยแย่มาก การมีคนแบบนั้นอยู่ในบ้านพี่พิม มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะคะคุณพ่อ...”

มาลีปรามแต่มาลัยวรรณยืนกรานว่าพูดจริงและถ้าฤกษ์กลับมาเมื่อไหร่...พังแน่ ผ่องใส มาลีและพจน์คิดเหมือนกันแต่ไม่กล้าพูดออกมา

ooooooo

เย็นวันนั้นฤกษ์กลับมาถึงหอบช่อดอกไม้เข้ามาด้วยความคิดถึงภรรยา เห็นผู้หญิงยืนหันหลังจัดดอกไม้อยู่ก็วางช่อดอกไม้บนโต๊ะแล้วเข้าไปสวมกอดด้านหลังพร้อมหอมแก้มฟอดใหญ่บอกแก้มเมียหอมที่สุด...แต่พอหญิงสาวหันหน้ามาเป็นใจเริง ยิ้มยั่วยวนว่าหอมผิดคนแล้ว

อ่านละคร เพลิงบุญ ตอนที่ 5 วันที่ 8 ส.ค.60

ละครเรื่อง เพลิงบุญ บทประพันธ์โดย กฤษณา อโศกสิน
ละครเรื่อง เพลิงบุญ บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครเรื่อง เพลิงบุญ กำกับการแสดงโดย ประเสริฐ ประศาสน์
ละครเรื่อง เพลิงบุญ ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ วาย จำกัด
ละครเรื่อง เพลิงบุญ ควบคุมการผลิตโดย ยศสินี ณ นคร
ละครเรื่อง เพลิงบุญ ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.
ติดตามชมละครเรื่อง เพลิงบุญ ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ