อ่านละคร รากนครา ตอนที่ 4 วันที่ 6 ก.ย.60

อ่านละคร รากนครา ตอนที่ 4 วันที่ 6 ก.ย.60

“ต้นน้ำสายนี้เกิดมาจากป่าเขาสูงเชียงพระคำ...ทุกย่างก้าวที่เป็นอาณาเขตของเชียงพระคำมีแต่สินแร่มีค่า อย่างที่เจ้าได้เห็นกับตา อีกหน่อยเจ้าจะเข้าใจเองว่าทำไมพี่ ญาติพี่น้องของพี่ จึงได้หวงแหนแผ่นดินนี้ และตระหนักว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องรักษาเอาไว้แม้ด้วยชีวิต”

ท่าทางภูมิใจในบ้านเกิดของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองปลื้มปีติ โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าหน่อเมืองแอบมองจากมุมไกลๆ เริ่มเป็นกังวลเพราะกลัวใจน้องสาวจะหลงรักเจ้าศุขวงศ์จนแผนที่วางไว้พังไม่เป็นท่า...

ในที่สุดขบวนของเจ้ามิ่งหล้าก็ถึงเขตเมืองมัณฑ์ ภาพเมืองใหญ่โต เต็มไปด้วยยอดปราสาท ราชวัง เจดีย์และวิหารใหญ่น้อย ตระการตาด้วยทองคำแท้ที่ห่อหุ้มยอด ทำให้เจ้านางข่ายคำถึงกับตาโต แม้แต่เจ้ามิ่งหล้าที่ต่อต้านและออกอาการหงุดหงิดตลอดการเดินทาง ยังอดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองมัณฑ์



“นี่เมืองมัณฑ์เมืองสวรรค์แท้ๆ ลูกเห็นกับตาแล้วใช่ไหม นั่นน่ะทองคำแท้ๆเชียวนะ มากมายขนาดปูเป็นแผ่นหลังคาหุ้มองค์เจดีย์ทั้งองค์ ในโลกนี้ไม่มีเมืองไหนจะร่ำรวยเท่าเมืองมัณฑ์อีกแล้ว เป็นบุญวาสนาของลูกแท้ๆมิ่งหล้า”

แต่ฝันหวานของสองแม่ลูกก็ต้องสลายเมื่อเข้าเขตเมือง เพราะไม่มีข้าหลวงจากวังมาต้อนรับแม้แต่คนเดียว ทำให้ทั้งขบวนต้องพักค้างคืนในเรือนบริวารรอบเขตวัง เจ้ามิ่งหล้ากวาดตามองรอบเรือนพักอย่างดูถูก เกือบจะโวยวายเหมือนเคยแล้ว ถ้าเจ้านางข่ายคำจะไม่ห้ามไว้ ขอให้อดทนถึงวันรุ่งขึ้น ถ้าไม่มีอะไรดี... แม่จะจัดการเอง!

ooooooo

ขบวนไปเชียงพระคำใกล้ถึงที่หมาย แต่เจ้าศุขวงศ์ไม่อยากให้เจ้าแม้นเมืองเหนื่อยมาก ตัดสินใจหยุดพักที่ปางพักนอกเมือง โดยส่งคนไปบอกข่าวเจ้าย่าเรือนคำว่าจะกลับเข้าเมืองวันรุ่งขึ้น

เจ้าแม้นเมืองเข้านอนก่อนเหมือนเคย ส่วนเจ้าศุขวงศ์นั่งดื่มเหล้าเป็นเพื่อนเจ้าหน่อเมือง

บรรยากาศสวยงามรอบตัวไม่ได้ทำให้เจ้าหน่อเมืองเพลิดเพลินเท่าการพูดจาเย้ยหยันเจ้าศุขวงศ์ โดยเฉพาะเรื่องความคิดเหมือนจะฝักใฝ่สยามและชาติตะวันตกมากกว่ารักษาไว้ซึ่งเอกราชของแผ่นดินเกิด

“เราเคยมาที่นี่สองสามครั้ง ได้เข้าเฝ้าเจ้าย่าของท่าน...เจ้าย่าเรือนคำ ท่านทำให้เรารู้ว่าคนที่รักเชื้อสาย ทะนงในศักดิ์ศรี อยากสืบสานความต้องการของบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่เฉพาะชาวเชียงเงินเท่านั้น”

“เจ้าย่าท่านเป็นคนเก่าจึงยังคงคิดแบบเก่า”

“คิดแบบเก่าแล้วผิดตรงไหน...ตรงที่มันเป็นเรื่องลำบากยากเย็นใช่ไหม คนรุ่นใหม่อย่างท่านถึงยินดีกระโจนสู่ความวิบัติที่มาพร้อมความคิดแบบใหม่ ไม่มีใครยอมนึกถึงช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง ช่วงเวลาที่เราเคยเป็นอิสระ”

“เราไม่ได้กระโจนเข้าสู่ความวิบัติ เรากำลังก้าวสู่ความมั่นคงแบบปลอดภัยและเหมาะกับยุคสมัยนี้ต่างหาก เส้นทางเก่ามันตันแล้วล่ะเจ้าอุปราช”

“จะตันได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสยามทั้งเมืองมัณฑ์ก็กำลังถูกไอ้พวกกุลาขาวบีบอยู่ มันเป็นโอกาสของเราต่างหาก”

เจ้าหน่อเมืองกระแทกเหล้าลงคอ ก่อนจะรินเพิ่มให้เจ้าศุขวงศ์และยื่นข้อเสนอ

“ทำไมเชียงพระคำ เชียงเงินไม่ร่วมมือกัน ฉวยโอกาสที่ทั้งสยามกับเมืองมัณฑ์กำลังแก้ปัญหาภายใน แยกตัวเป็นอิสระเหมือนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เจ้าศุขวงศ์... คิดดูให้ดี ไหนๆเราก็ดองเป็นญาติสนิทกันแล้ว ใจคอท่านยังจะทุ่มเทถวายหัวให้กษัตริย์สยาม ปล่อยให้เชียงเงินต้องต่อสู้ดิ้นรนตามลำพังได้ลงคอเชียวรึ”

เจ้าศุขวงศ์เข้าใจเจตนาของเจ้าหน่อเมืองดี ไม่เห็นด้วยแต่ไม่อยากบอกปัดตรงๆ

“ท่านต้องเข้าใจ...เจ้าอุปราช ยุคนั้นไม่มีมือที่สามเป็นพวกฝรั่งคอยสอดแทรกเหมือนทุกวันนี้ ความใหม่กับความวิบัติไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป โลกต้องเปลี่ยนแปลงและก้าวไป ไม่มีใครหยุดมันหรือบังคับให้มันเดินถอยหลังได้ ...เราต้องโอนอ่อนและยอมรับสิ่งใหม่อย่างรอบคอบ ไม่หักหาญขวางทาง ไม่ยอมรับอย่างหลงใหลตะกละตะกลาม”

“ท่านสิกำลังหลงใหล...หลงว่าพวกเราไม่มีกำลังพอจะปกป้องตนเอง หลงว่าสยามจะคุ้มครองบ้านเมืองเราได้”

น้ำเสียงเข้มขึ้นของเจ้าหน่อเมืองไม่ได้ทำให้เจ้าศุขวงศ์กลัว นั่งนิ่งให้อีกฝ่ายระบายความคับแค้นใจ

“เรามาร่วมมือกันดีกว่า รวบรวมพี่น้องญาติให้เป็นกลุ่มก้อน แล้วฉวยโอกาสตั้งตัวเป็นอิสระขณะที่ทั้งสยามทั้งเมืองมัณฑ์ต้องแก้ปัญหาพวกกุลาขาว ไอ้คนเถื่อนพวกนั้นมันไม่สนใจหรอก แค่รับมือสยามกับเมืองมัณฑ์ก็เต็มมือแล้ว”

เจ้าศุขวงศ์ถอนใจยาว ก่อนจะตัดสินใจบอกเล่าสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน

“เฉพาะเครือญาติดินแดนแถบนี้...เล็กเกินกว่าจะสามารถต่อรอง อังกฤษและฝรั่งเศสจะวางมือจากเมืองมัณฑ์มาจัดการพวกเราเป็นรายแรก ฉีกเป็นชิ้นๆ แบ่งกันแสวงหาประโยชน์ พวกมันต้องการป่าไม้ของเรา”

เจ้าหน่อเมืองนิ่วหน้าไม่เชื่อ เจ้าศุขวงศ์ก็ไม่ยอมแพ้ อ้างถึงนโยบายจากสยามที่รู้มา

“การรวมกับราชอาณาจักรใหญ่เป็นทางรอดเดียว ผู้หลักผู้ใหญ่ขบคิดไตร่ตรองกันถ้วนถี่แล้ว เห็นว่าสยามน่าจะพาเรารอดมากกว่าเมืองมัณฑ์ซึ่งกำลังเดินหมากผิดด้วยการใช้ไม้แข็งกับอังกฤษ ทุกท่านเห็นว่าการใช้ไม้แข็งจะยั่วยุให้เราถูกรุกรานยึดครองเร็วขึ้น ทุกท่านเห็นว่าพวกเราควรรวมกันเป็นปึกแผ่น ไม่ให้มีใครถูกแบ่งแยกตัดเฉือนออกไป”

“เลยพากันซบสวามิภักดิ์กับกษัตริย์สยาม แล้วเป็นอย่างไรล่ะ...คนใต้ก็เข้ามาเหยียบย่ำเปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆของพวกเรา สูบกินผลประโยชน์ของเราเหมือนกัน!”

อคติของเจ้าหน่อเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์อ่อนใจมาก แต่ไม่ทันโต้ เจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินก็ยกมือห้าม

“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว เรารู้แล้วว่าท่านจะพูดอะไร ท่านจะยืนยันว่าไอ้พวกฝรั่งมันยิ่งใหญ่ การต้านทานพวกมันมีแต่จะทำให้เราต้องพินาศ และในโลกนี้ก็มีแต่สยามเท่านั้นฉลาดพอจะเอาตัวรอดจากพวกมันได้ ยิ่งพูดก็จะมีแต่ความขัดแย้ง เรากับท่านคิดเห็นไม่เคยตรงกันอยู่แล้ว มีแต่จะบานปลายเปล่าๆ เราจะทำในสิ่งที่เราเชื่อ ท่านก็ทำในสิ่งที่ท่านเชื่อ ต่างคนต่างทำ อย่ามาขัดขวางกันก็แล้วกัน!”

ooooooo

การสนทนาระหว่างเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าหน่อเมืองไม่น่าประทับใจนัก ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างทำให้บรรยากาศระหว่างสองหนุ่มชวนอึดอัด และคนรองรับอารมณ์เจ้าศุขวงศ์ที่เมาแทบพยุงตัวเองไม่อยู่ก็คือเจ้าแม้นเมือง

เจ้าศุขวงศ์เจ็บใจมากเพราะความจริงจากเจ้าหน่อเมืองที่เมาจนพลั้งปากเล่าแผนทั้งหมดว่าตามประกบเขาถึงเชียงพระคำเพื่อป้องกันไม่ให้แอบไปช่วยเจ้ามิ่งหล้าและเจ้าแม้นเมืองก็รับหน้าที่เฝ้าเขาต่อในช่วงกลางคืน

แต่ที่ทำให้เจ้าศุขวงศ์ยิ่งช้ำและหมดความอดทน คือเมื่อเจ้าแม้นเมืองขอร้องไม่ให้เขาบอกใครเรื่องแผนการของเชียงเงินที่ส่งบรรณาการเป็นเจ้ามิ่งหล้าไปให้เมืองมัณฑ์

“นี่คืองานของเจ้าใช่ไหมแม้นเมือง! ยึดตัวเราไว้ยามค่ำคืน แล้วหว่านล้อมให้เราร่วมมือเก็บเรื่องที่เชียงเงินกำลังทำเล่ห์เพทุบายเอาใจออกห่างให้เป็นความลับ ให้พ้นจากพระเนตรพระกรรณ”

ท่าทีดุดันของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองตกใจ แล้วก็แทบผวาเมื่อเขาตวาด

“เจ้ามีอะไรมาแลกเปลี่ยน ไหนว่ามาซิ เจ้ามีอะไรที่ควรค่าให้เราปิดปากเพื่อเจ้าและเชียงเงิน!”

“ข้าเจ้าไม่ได้เสนอการแลกเปลี่ยน ข้าเจ้ารู้ดีว่า ตัวเองไม่มีอะไรมีค่าเพียงพอสำหรับเรื่องนี้...ข้าเจ้า เพียงขอร้อง”

“เจ้าลงทุนต่ำแต่หวังได้คืนสูงเหลือเกินนะ คิดจะได้ไปเปล่าๆอย่างนั้นหรือ”

สายตาเหยียดหยามจากเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองหายใจไม่ทั่วท้อง และถึงกับสะดุ้งเมื่อเขากระชากตัวเข้าหา

“มีอะไรในโลกนี้บ้างที่ไม่ต้องแลก งานของเจ้าไม่ใช่แค่ร่วมห้อง ทำงานของเจ้าให้เสร็จได้แล้วแม้นเมือง ...หากทำได้ดีและมีความหมายเพียงพอ เราอาจพิจารณาคำขอร้องของเจ้า!”

ขาดคำก็ฝังจูบรุนแรงแต่แฝงด้วยความสิเน่หา เนิ่นนานจนเจ้าแม้นเมืองอ่อนระทวย เธออยากขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่เพราะความรักที่ซ่อนอยู่และสถานะผัวเมียที่รู้แก่ใจจึงทำให้เธอยินยอมแต่โดยดี

น้ำตาของเจ้าแม้นเมืองที่เจ้าศุขวงศ์สัมผัสได้ทำให้รู้สึกตัว แต่ความรักแน่นอกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอเธอ รวมกับฤทธิ์น้ำเมา ทำให้เขาหมดความยับยั้ง ชั่งใจ โน้มตัวจูบอีกครั้ง ก่อนจะช้อนเธอแนบอกแล้วพาไปที่เตียงทันที...

อ่านละคร รากนครา ตอนที่ 4 วันที่ 6 ก.ย.60

ละคร รากนครา บทประพันธ์โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม
ละคร รากนครา บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละคร รากนครา กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละคร รากนครา ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละคร รากนครา ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละคร รากนครา ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น.
ติตามชม ละคร รากนครา ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ