อ่านละคร รากนครา ตอนที่ 6 วันที่ 13 ก.ย.60

อ่านละคร รากนครา ตอนที่ 6 วันที่ 13 ก.ย.60

ไม่มีใครรู้ความจริงว่าทุกอย่างเป็นแผนของเจ้าละอองคำ ทั้งหาทางตีสนิทเจ้าแม้นเมืองและหาโอกาสใกล้ชิดเจ้าศุขวงศ์ และการเดินป่าครั้งนี้ก็ได้ผลสำเร็จอย่างงดงาม ไม่มีใครจับได้ มีแต่ยิ้มด้วยความเอ็นดูที่เห็นเธอมีความสุขกับบรรยากาศธรรมชาติงดงามรอบตัว

แต่กระนั้นท่าทีเอาใจใส่ของเจ้าศุขวงศ์ที่มีต่อเจ้าแม้นเมืองก็ทำให้เจ้าละอองคำอิจฉา ยิ่งเขาเอ่ยชมชายาคนสวยเรื่องฝีมือการขี่ม้าที่เชี่ยวชาญและคล่องแคล่วต่างจากผู้หญิงทั่วไป ยิ่งฮึด อยากเอาชนะ

“เจ้าพี่แม้นเมืองทำได้หลายสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่นทำไม่ได้...น้องอยากเป็นอย่างเจ้าพี่สักเสี้ยวส่วนนึงก็ยังดี”



“น้องเป็นอย่างที่น้องเป็นอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้วนะละอองคำ”

เจ้าศุขวงศ์ปลอบยิ้มๆ แต่เจ้าละอองคำไม่รับรู้ อยากทำได้เหมือนเจ้าแม้นเมือง

“อย่างน้อยน้องก็อยากลองหัดขี่ม้าดูบ้าง เดินป่าคราวหน้าน้องจะได้ไปกับเจ้าพี่ได้ไงล่ะเจ้า...”

ooooooo

เมื่อทนถูกคะยั้นคะยอไม่ไหว เจ้าศุขวงศ์จึงยอมให้เจ้าละอองคำลองขี่ม้า แต่เพราะไม่คุ้นเคยและไม่ทันระวัง ทำให้ม้าที่เคยเชื่องกลายเป็นรั้นและบังคับไม่อยู่ ผลคือเจ้าละอองคำตกม้าบาดเจ็บสาหัส!

แผลฟกช้ำและอาการปวดร้าวตามตัวเพราะตกม้าทำให้ไม่มีใครคิดว่าเป็นแผนหรือมารยาของเจ้าละอองคำ และเธอก็ฉกฉวยโอกาสนี้ออเซาะเต็มที่ เจ้าศุขวงศ์ที่รู้สึกผิดอยู่แล้วจึงคอยดูแลเธออย่างดี กลายเป็นภาพบาดตาบาดใจสำหรับเจ้าแม้นเมือง รวมถึงเขียนจันทร์กับ คำแก้วที่อดเคืองแทนเจ้านายสาวไม่ได้

“เอ็งดูเอาไว้เป็นเยี่ยงเลยนะคำแก้ว...เกิดเป็นลูกผู้หญิงอุตริทำเรื่องที่ไม่ควรทำมันก็เดือดร้อนคนอื่นเขาอย่างนี้”

“ข้าเจ้าว่าเจ้าละอองคำเปิ้นอยากอวดให้เจ้าน้อยเปิ้นเห็นว่าอะไรที่เจ้าแม้นเมืองทำได้เปิ้นก็ทำได้เหมือนกัน”

“คิดโง่ๆ ตกม้าแล้วมันคุ้มกันไหมล่ะ”

“คุ้มสิ...ข้าเจ้าว่าข้าเจ้าเห็นกับตา ม้ามันเชื่องแต่ คนที่ขี่มันแกล้งทำให้มันพยศ...จะได้ตกม้าอย่างชอบธรรมไง”

“นังคนนี้...พูดไปทั่ว”

“มันก็ได้ผลไม่ใช่เหรอน้าเขียนจันทร์ เจ้าน้อย เปิ้นแทบเป็นบ้าแปลว่าเปิ้นห่วงเจ้าละอองคำมากมายจริงไหมล่ะ”

“เอ็งอย่าได้เที่ยวพูดเรื่องนี้ออกไปเชียว เจ้าแม้นเมือง เปิ้นจะไม่สบายใจ”

คำแก้วรับคำแบบไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหน้าเสียเมื่อพบว่าเจ้าแม้นเมืองได้ยินทุกอย่าง

“ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกเขียนจันทร์ คนรักกันยังไงเขาก็ห่วงใยกันเป็นธรรมดา เขาอาจจะรักกันมาก่อนด้วยซ้ำ เราเป็นคนมาทีหลัง ควรจะรู้ตัวว่าต้องวางตัวยังไง...อย่างนั้นไม่ใช่เหรอ...”

เส้นทางความรักของเจ้าแม้นเมืองเริ่มสะดุดเพราะเจ้าละอองคำ เส้นทางสู่บัลลังก์เมืองมัณฑ์ของเจ้ามิ่งหล้าก็เต็มไปด้วยขวากหนามไม่แพ้กันเมื่อเจ้าปัทมสุดาท้าทายให้ฟ้อนรำต่อหน้าธารกำนัล แต่ถึงเจ็บใจแค่ไหน เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่ยอมแพ้ รำสุดฝีมือด้วยลีลายั่วยวนจนทุกคนตะลึงลาน โดยเฉพาะกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่เหมือนต้องมนต์สะกด หลงเสน่ห์บรรณาการจากเชียงเงินแบบถอนตัวไม่ขึ้น!

“นับเป็นบุญตาของข้า...ฟ้อนเชียงเงินของเจ้างดงามประทับใจข้ามาก”

“ด้วยดวงใจภักดี...หม่อมฉันในฐานะตัวแทนเชียงเงินขอถวายพระพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

เจ้านางปัทมสุดาหมั่นไส้มาก อยากถลาไปตบให้หายคลั่ง แต่ทำได้แค่ยิ้มรับ ทั้งที่ช้ำใจแทบกระอักเมื่อเห็นสวามีสุดที่รักถอดแหวนบนนิ้วเป็นรางวัลให้เจ้ามิ่งหล้า

“หม่องหม่องตัดหน้าน้องเสียแล้ว ความจริงน้องตั้งใจจะถอดสร้อยเส้นนี้ตกรางวัลเจ้ามิ่งหล้าอยู่ทีเดียว”

“ก็จะเป็นไรไปซูซู หากน้องเอ็นดูมิ่งหล้า สร้อยเส้นนั้นก็เหมาะสมกับนาง”

“น้องมิบังอาจเพคะ...เอาไว้โอกาสหน้าเถอะนะเจ้ามิ่งหล้า”

“สุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาเพคะ”

ท่าทางอ่อนน้อม เจียมเนื้อเจียมตัวของเจ้ามิ่งหล้าทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์ยิ่งเอ็นดู “เสียดาย...เราไม่เคยมีโอกาสไปเที่ยวเชียงเงินของเจ้าสักที แต่เราเชื่อว่าบ้านเมืองของเจ้าคงจะสวยงามไม่แพ้การฟ้อนรำของเจ้า”

“หากทรงอยากสัมผัสความงามของเชียงเงิน หม่อมฉันยินดีถวายงานด้วยอาหารเชียงเงินสักสำรับนึงเพคะ”

กษัตริย์เมืองมัณฑ์ชอบใจมาก เจ้านางปัทมสุดาจึงต้องปั้นหน้ายิ้มพอใจไปด้วย แต่ทันทีที่ลับหลังสวามีและได้อยู่ตามลำพังกับมิ่นก็โพล่งสั่งอย่างเหลืออด

“จับตาดูอีนังบ้านป่าเชียงเงินนี่ให้ดี อีนังคนนี้ไม่ธรรมดา”

“มิ่นเห็นแล้ว...ตอนที่มันกราบลงแทบพระบาท มิ่นแทบอยากจะเข้าไปจิกหัวมันแล้วตบซ้ำ”

“ฝ่าพระบาทท่าทางจะติดใจมันไม่น้อย”

“มันก็แค่ใจกล้าหน้าทนเพคะ มิพญาสง่างามกว่ามันมาก ถ้าเหนือหัวจะหลงใหลมันก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเพคะ”

“ชั่วครั้งชั่วคราวยังงั้นเรอะ แค่อึดใจข้ายังยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เลย”

“เพคะ...มิ่นจะคอยจับตาดูมันไว้”

“มันอาจจะคิดฝันว่าเมืองมัณฑ์เป็นสวรรค์สำหรับมัน...แต่มันข้ามหน้าข้ามตาข้าแบบนี้...มันจะได้พบความจริงว่าสวรรค์ที่มันเห็น แท้จริงมันคือนรกต่างหาก!”

ooooooo

เพราะต้องพาเจ้าละอองคำมารักษาตัวที่คุ้มหลวง คณะเดินป่าของเจ้าศุขวงศ์กับแบร็กกิ้นจึงต้องเลื่อนกำหนดการ กว่าจะได้ฤกษ์เดินทางอีกครั้งก็หลายวันต่อมา

เจ้าแม้นเมืองเตรียมข้าวของให้สวามีด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แม้เจ้าศุขวงศ์จะมีท่าทางอาลัยอาวรณ์เธอไม่น้อย แต่ความห่วงใยของเขาที่มีต่อเจ้าละอองคำก็ทำให้กินแหนงแคลงใจ

แต่ถึงน้อยใจแค่ไหน เจ้าแม้นเมืองก็ไม่ลืมดูแลเจ้าละอองคำแทนสวามี ขอให้เขียนจันทร์ต้มน้ำแกงบำรุงไปเยี่ยมถึงคุ้มเจ้าย่าเรือนคำ แต่คำแก้วที่ยังเคืองแทนเจ้านายสาวดันแอบใส่เกลือลงไป

เจ้าละอองคำไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติหลังชิมน้ำแกง แต่เป็นเจ้าย่าเรือนคำที่บ้วนทิ้งแทบไม่ทัน เจ้าแม้นเมืองตกใจมาก และเมื่อตั้งสติได้ก็ออกรับแทนคนสนิททั้งสองว่าเป็นคนลงมือทำน้ำแกงนี้ด้วยตัวเอง

เขียนจันทร์โกรธมาก ฟาดคำแก้วไม่ยั้งที่ทำให้เจ้านายสาวเสื่อมเสีย เจ้าแม้นเมืองได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนจะร้องห้ามด้วยความเวทนาเด็กสาว แต่ไม่วายเตือนสติ

“คำแก้ว...มีคนรักยังไงก็ดีกว่าทำให้คนชัง เพราะถ้ามีแต่คนชัง ไปอยู่ที่ไหนเจ้าก็จะหาความสุขไม่ได้”

“บุญของเอ็งขนาดไหนแล้วที่เจ้าเปิ้นออกรับแทนว่าแกงหม้อนั้น เจ้าเปิ้นทำเอง...ไม่อย่างนั้น...”

คำพูดของเขียนจันทร์ตอกย้ำให้คำแก้วยิ่งรู้สึกผิด ก้มหน้างุดเพราะกลัวถูกตีซ้ำ

“สิ่งที่เจ้าทำลงไปไม่ได้เป็นการหมิ่นเกียรติใครเลยนอกจากตัวเจ้าเอง แต่เราจะถือว่าครั้งนี้เจ้าทำลงไปอย่างไร้ความยั้งคิดเพราะความเป็นเด็กของตัวเจ้าเอง แต่ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคำแก้ว”

คำแก้วก้มกราบทั้งน้ำตา ซาบซึ้งใจกับความห่วงใยของเจ้านายสาว เจ้าแม้นเมืองถอนใจยาว ก่อนทิ้งท้าย

“ทั้งสองคน...ฟังเราให้ดี เรารู้ว่าเจ้าสองคนรักเรามาก แต่เรื่องบางเรื่องไม่ต้องคิดแทนเรา วันนี้มีเจ้าละอองคำวันข้างหน้าอาจมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาอีกก็เป็นไปได้ เรารู้ตัวของเราดีว่าควรจัดการอย่างไร เจ้าสองคนก็เหมือนกัน ให้ระลึกไว้เสมอว่าทุกอย่างสุดแท้แต่เจ้าศุขวงศ์เปิ้นจะคิดตัดสินใจ ไม่มีใครไปบังคับฝืนใจเปิ้นได้...”

เจ้าแม้นเมืองบังคับใจเจ้าศุขวงศ์ไม่ได้ฉันใด เจ้านางปัทมสุดาก็บังคับใจกษัตริย์เมืองมัณฑ์ไม่ได้ฉันนั้น อย่างเช่นวันนี้ที่เขาแอบหนีเธอไปเยี่ยมเจ้ามิ่งหล้าถึงตำหนักและชิมอาหารรสเลิศจากเชียงเงินเป็นครั้งแรก

เมื่อเจ้านางปัทมสุดารู้เรื่องจากมิ่นซึ่งรีบมาฟ้องก็โกรธมาก แต่เลือกไม่ทำอะไร อยากให้สวามีตายใจ

“ในเมื่อทรงอยากลองชิมลิ้มรสของสกปรกชั้นต่ำ ใครจะไปห้ามพระองค์ได้ สุดท้ายก็จะทรงสำรอกออกมาเอง!”

กษัตริย์เมืองมัณฑ์หลงใหลในตัวเจ้ามิ่งหล้ามาก ถึงขนาดถอดสร้อยที่สวมเป็นรางวัลสำหรับอาหาร สายตาที่ทอดมองมาทำให้เจ้านางข่ายคำตื่นเต้น เชื่อแน่ว่าหนทางสู่บัลลังก์เมืองมัณฑ์ของลูกสาวคนเดียวคง เป็นจริงในไม่ช้า

“นี่ถ้าเจ้าพ่อของลูกได้รับข่าวดีนี้คงดีใจเป็นที่สุด เพราะเมืองมัณฑ์ต้องสิ้นความหวาดระแวงเชียงเงินของเราแน่”

“ไม่ใช่แค่นั้นเจ้าแม่...แต่วันข้างหน้าใครจะไปรู้ เมืองมัณฑ์เป็นฝ่ายตกอยู่ภายใต้อำนาจเชียงเงินก็เป็น ไปได้”

“ถึงวันนั้นแม่คงมีความสุขที่สุด”

“ไม่นานเกินรอหรอกเจ้าแม่...ความมั่นคงแห่งเศวตฉัตรเมืองมัณฑ์อยู่ที่ใครจะให้กำเนิดราชโอรสสายเลือดบริสุทธิ์แห่งราชวงศ์ได้ก่อนกันเท่านั้นเอง”

เจ้ามิ่งหล้าวาดหวังสูงจะชิงตำแหน่งราชินีเมืองมัณฑ์ให้ได้ แต่ที่คาดไม่ถึงคือเจ้านางปัทมสุดาเตรียมแผนตั้งรับเพื่อดึงความสนใจของสวามีกลับมา ด้วยการบอกกษัตริย์เมืองมัณฑ์ว่าตนกำลังตั้งครรภ์!

ooooooo

เรื่องรัชทายาทเป็นสิ่งที่ทุกราชวงศ์ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เมืองมัณฑ์ที่ชิงความเป็นหนึ่งด้วยวิธีนี้ แม้แต่ในเชียงพระคำ เจ้าย่าเรือนคำก็ตั้งความหวังไว้ อยากให้เจ้าศุขวงศ์มีทายาทสืบสกุล

เจ้าแม้นเมืองเก็บเรื่องทายาทไปคิด ความฟุ้งซ่านเรื่องเจ้าละอองคำค่อยๆเลือนหายเมื่อคิดว่าตนอาจมีลูกกับสวามีในไม่ช้า แต่ไม่นานความตึงเครียดก็มาเยือนเธออีก เมื่อเจ้าหน่อเมืองแวะมาเยี่ยมกลางดึก

การมาถึงเชียงพระคำของเจ้าหน่อเมือง นอกจากเพื่อเยี่ยมเยียนน้องสาว ยังเพื่อสั่งความบางอย่าง

“เชียงพระคำกับเชียงเงินไม่ได้ไกลกันนักหนา พี่จะพยายามมาเยี่ยมเจ้าให้สม่ำเสมอ...แต่หากมีข่าวสารอะไรที่สำคัญต่อความเป็นไปของบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวจากสยามและเชียงใหม่ เจ้าต้องรีบส่งถึงพี่ทันที”

“น้องจะพยายามทำไม่ให้ผิดสังเกต”

“ระลึกไว้อย่างเดียวเท่านั้นแม้นเมือง...เพื่อบ้านเมืองแผ่นดินเกิดของเรา”

“เจ้า...เจ้าพี่ น้องจะจดจำสิ่งนั้นจนวันตาย”

“พี่อดเป็นห่วงเจ้าไม่ได้ สักวันเจ้าอาจละทิ้งคำสัตย์สาบานของเจ้า”

“น้องจะละทิ้งได้อย่างไร...เจ้าพี่ ในเมื่อบ้านเมืองคือลมหายใจของน้อง”

เจ้าหน่อเมืองไม่ได้สงสัยความรักชาติบ้านเมืองของน้องสาว แต่กลัวความรักตามประสาชายหญิงมากกว่าจะทำให้ความฝันและความหวังที่เคยคิดมานานจะปลดแอกเชียงเงินต้องล้มไป

“เช่นนั้นพี่ขอเตือนเจ้า...แม้นเมือง อย่าปล่อยให้ความรักเข้าครอบงำหัวใจของเจ้า เจ้าจะหลงรักเจ้าศุขวงศ์ ศัตรูของบ้านเมืองเราไม่ได้เป็นอันขาด”

คำเตือนของพี่ชายแทงใจดำเจ้าแม้นเมืองจนพูดไม่ออก และไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเพื่อยืนยันคำขอของเขา

“ถึงเชียงเงินไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าสยามหรือเมืองมัณฑ์ แต่ศักดิ์ศรีของเชียงเงินคือความเป็นอิสระไม่ก้มหัวให้ใคร”

“สิ่งนั้นอยู่ในลมหายใจของน้องเสมอเจ้าพี่”

“ดี...เมื่อวันนั้นมาถึง พี่จะมารับตัวเจ้ากลับเชียงเงินด้วยตัวพี่เอง!”

อุดมการณ์แรงกล้าของเจ้าหน่อเมืองทำให้เจ้าแม้นเมืองนอนไม่หลับ ช่วงที่ผ่านมา...การได้อยู่ร่วมกับเจ้าศุขวงศ์และการสนทนาถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชาติตะวันตกทำให้ทัศนคติและความคิดของเธอเปลี่ยน แต่กระนั้นก็เลือกไม่โต้เถียงหรืออธิบายอะไรมาก เพราะเชื่อว่าพี่ชายคงไม่อยากฟัง

เจ้าหน่อเมืองไม่ได้หวาดระแวงในตัวน้องสาวนัก อารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อแวะเยี่ยมเจ้าย่าเรือนคำเช้าวันต่อมา แล้วพบว่าอีกฝ่ายมีท่าทีและทัศนคติต่อชาวตะวันตกไม่ต่างจากเขา

แต่นั่นก็เพราะเจ้าย่าเรือนคำเป็นคนรุ่นเก่า ต่างจากเจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำที่ไม่คล้อยตามความคิดของเขา แต่กลับพยายามหว่านล้อมให้เชียงเงินพึ่งพาบารมีสยามแทน

“พระเจ้าอยู่หัวแห่งสยามท่านทรงตระหนักดีท่านอุปราชหน่อเมือง การตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าวไม่ใช่วิธีที่ทรงเลือกใช้ แต่ทรงใช้การเจรจาทางการทูตเสียมากกว่า”

เจ้าศรีวงศ์พยักหน้าสนับสนุน “การรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นจึงสำคัญสุดเวลานี้ ดูเมืองมัณฑ์เป็นเยี่ยงอย่างเถอะ การตอบโต้พวกฝาหรั่งอย่างแข็งกร้าวจะทำให้เมืองมัณฑ์ตกที่นั่งลำบากแน่ๆ”

“แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันข้างหน้าลูกหลานจะต้องจดจำว่าบรรพบุรุษเมืองมัณฑ์ได้ลุกขึ้นปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างเต็มกำลังแล้วเจ้าอา...”

ooooooo

การสนทนากับเจ้าศรีวงศ์และเจ้าจักรคำเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองทำให้เจ้าหน่อเมืองหัวเสีย เดาได้โดยไม่ต้องคิดว่าเจ้าหลวงกับเจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินมีใจฝักใฝ่สยามเหมือนเจ้าศุขวงศ์ไม่มีผิด!

“ลมหายใจของคนพวกนี้มีแต่ความขลาดเขลา ไม่เหลือแม้แต่ซากของความทะนงในสายเลือดนักรบอย่างนี้แล้วก็จงเลิกกราบไหว้บูชาวิญญาณบรรพบุรุษซะเถิด”

เจ้าแม้นเมืองเข้าใจอารมณ์พี่ชาย แต่อยากให้ลองเปิดใจฟังความคิดเห็นอื่นๆบ้าง

“เจ้าพี่...โลกนี้อาจจะกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะรู้ทุกสิ่งได้ บางที...”

“เจ้าจะพูดอะไรแม้นเมือง...บางทีความคิดของคนพวกนี้อาจจะถูกต้องอย่างนั้นรึ”

“การคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปก็ไม่ต่างจากปิดหูปิดตาจนกลายเป็นคนตาบอด”

“เจ้าไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกันแม้นเมือง ...เจ้าก้าวพ้นออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอนได้ไม่ทันไร ความคิดของเจ้าก็เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวรึ”

“เจ้าพี่...บางทีการมองให้เห็นในอีกมุมก็อาจจะช่วยให้เราคิดใคร่ครวญบางสิ่งที่เราไม่เคยมองเห็นก็ได้เจ้า”

“ศุขวงศ์ทำให้เจ้าเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวหรือ...เจ้าทำให้พี่เริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจในตัวเจ้าเสียแล้วแม้นเมือง”

แววตาเอาเรื่องของพี่ชายทำให้เจ้าแม้นเมืองหายใจไม่ทั่วท้อง แต่ไม่ทันแก้ต่างให้ตัวเอง เจ้าศุขวงศ์ก็ปรากฏตัว เจ้าหน่อเมืองยังเก็บอาการไว้อย่างดีเมื่อถูกน้องเขยถามเรื่องการเดินทางไปเชียงใหม่และการร่วมพิธีถือน้ำฯ

“เสด็จในกรมท่านทรงเมตตามาก เจ้าอุปราชคงได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว”

“เราซาบซึ้งในน้ำพระทัยท่านเป็นอย่างดีแลคงไม่มีวันลืม”

“ถือน้ำสาบานแล้วเจ้าอุปราชคงสบายใจขึ้น”

“ไม่เคยมีอะไรทำให้เราไม่สบายใจ เมื่อตัดสินใจทำสิ่งใด เรามุ่งหน้าสู่จุดหมายอย่างไม่เคยคิดลังเลเสมอ”

เจตนาแข็งกร้าวของเจ้าหน่อเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์หนักใจ ไม่ต่างจากเจ้าแม้นเมืองที่หาโอกาสเตือนสติพี่ชายคนเดียว แต่ดูจะไม่ค่อยได้ผล เจ้าหน่อเมืองตั้งใจแล้วจะปลดแอกเชียงเงินให้ได้!

เจ้าแม้นเมืองเหนื่อยใจมาก ทั้งห่วงพี่ชายคนเดียวและระแวงเจ้าละอองคำ จนไม่เป็นอันทำอะไร เจ้าศุขวงศ์ มองตามตลอด ไม่เห็นเธอยิ้มหรือพูดคุยกับเขาจึงอดถามไถ่ไม่ได้

“เจ้าโกรธเจ้าเคืองพี่เรื่องไร”

“เปล่าเจ้า...ข้าเจ้าจะมีสิทธิ์ทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน”

“ตั้งแต่พี่กลับมา เจ้าคุยกับพี่แทบนับคำได้ พี่ทำอะไรให้ขุ่นเคืองใจรึเปล่า บอกพี่มาตามตรงเถอะแม้นเมือง”

“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าเจ้าเองต่างหากที่อาจทำหน้าที่บกพร่อง ข้าเจ้าต้องขอโทษด้วย”

พูดจบก็ลุกออกไป ทิ้งเจ้าศุขวงศ์ให้มองตามงงๆ ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด...

ooooooo

ข่าวการตั้งครรภ์ของเจ้านางปัทมสุดาทำให้ความฝันสู่บัลลังก์ของเจ้ามิ่งหล้าสั่นคลอน ความสนใจของกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่เคยแบ่งปันมาให้เธอกลับไปเป็นของเจ้านางปัทมสุดาทั้งหมด

เจ้านางปัทมสุดาสะใจมาก รู้ดีว่าสวามีอยากมีทายาทสืบราชบัลลังก์แค่ไหน และเพื่อการนี้...หมอหลวงจึงถูกเรียกตัวมาเฝ้าในเช้าวันหนึ่ง เพื่อให้ช่วยยืนยันสถานะการตั้งครรภ์ของเธอ

หมอหลวงมีท่าทีอึกอักอย่างเห็นได้ชัด รู้ดีว่าราชินีเมืองมัณฑ์ต้องการอะไร แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจ ข้าพระพุทธเจ้าอ่อนด้อยสติปัญญา”

“ข้ารู้...เจ้าเข้าใจทุกอย่างดี สติปัญญาของเจ้าก็ปราดเปรื่อง”

มิ่นแสยะยิ้มร้าย หยิบถุงใส่ทองคำส่งให้เจ้านางปัทมสุดาโยนให้หมอหลวง

“สิ่งนั้นน่าจะมากพอจะช่วยเปิดปากเจ้าให้ประกาศข่าวดีแก่แผ่นดินเมืองมัณฑ์...ใช่รึไม่”

อำนาจสินบนทองคำมากพอจะทำให้หมอหลวงยอมปดคนทั้งวังเรื่องการตั้งครรภ์ของเจ้านางปัทมสุดา กษัตริย์เมืองมัณฑ์ปลื้มใจมาก ต่างจากกรมวังที่สำเหนียกถึงความไม่ชอบมาพากล

แต่ถึงสงสัย กรมวังก็ไม่กล้าสืบเพราะเจ้านางปัทมสุดามีหูตาทั่ววัง คอยจับผิดตลอด อย่างเรื่องของเจ้ามิ่งหล้าเมื่อวันก่อน ที่กษัตริย์เมืองมัณฑ์แวะเยี่ยมถึงตำหนัก เขาก็ไม่พ้นถูกเจ้านางปัทมสุดาคาดโทษ

อ่านละคร รากนครา ตอนที่ 6 วันที่ 13 ก.ย.60

ละคร รากนครา บทประพันธ์โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม
ละคร รากนครา บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละคร รากนครา กำกับการแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละคร รากนครา ผลิตโดย บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด
ละคร รากนครา ควบคุมการผลิตโดย ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ละคร รากนครา ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น.
ติตามชม ละคร รากนครา ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ