อ่านละคร รักหลงโรง ตอนที่ 9 วันที่ 13 ก.ย.60

อ่านละคร รักหลงโรง ตอนที่ 9 วันที่ 13 ก.ย.60

กีรณาวิ่งร้องไห้โฮเข้าหลืบไปน้ำตาไหลพรากๆ ทุกคนมองอย่างเห็นใจ ชาลีบอกตุลาให้อยู่เป็นเพื่อนลูกแก้วก่อน ตนจะไปเก็บของ ตุลาเอาผ้าเช็ดหน้าให้กีรณาซับน้ำตา...

“ขอบคุณ...ฉันขออยู่คนเดียวแป๊บนึงได้ไหม” กีรณาขอ ตุลาไม่ยอม เธอขอร้องว่าแป๊บเดียวจริงๆแล้วเดี๋ยวจะตามไป ตุลาจึงเดินออกไป พอดีเสียงออดเผาจริงดังขึ้น กีรณาหัวใจแทบสลายทรุดนั่งกับพื้น...

ขณะนั้นเอง เด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาเรียกพร้อมกับยื่นกระดาษโน้ตเล็กๆในมือให้ บอกว่ามีคนฝากมาให้แล้วกลับไป กีรณาคลี่กระดาษออกดู เธอตกใจเมื่อเห็นข้อความในกระดาษ!



“อาหนีมาที่นี่ เพราะไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ ออกมาพบอาที อาจะรออยู่ที่สุสานท้ายวัด อย่าบอกใคร อย่าไว้ใจใคร อากลัว ช่วยอาด้วยนะแกรนด์!!...อารดา”

ด้วยความเป็นห่วงอาดา กีรณาไปที่สุสานท้ายวัดตามนัด ในมือยังกำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่น แต่ไปถึงแทนที่จะเจออาดา กลับถูกเดชเดินยิ้มร้ายออกมาทัก...

“มาตามหาคุณอาเหรอครับ คุณแกรนด์กีรณา....” กีรณาตกใจปฏิเสธว่าตนไม่ใช่แกรนด์กีรณา

“อ้อ...ต้องเรียกว่าคุณลูกแก้วถึงจะถูกใช่ไหม”

กีรณาตกใจที่ฝ่ายนั้นรู้จักตนลึกมาก เธอมองหาทางหนีทีไล่ ตัดสินใจเดินหนีไป แต่ถูกลูกน้องเดชออกมาขวาง เมื่อเธอพยายามหนีก็ถูกเดชเข้ามาตบหน้าจนล้ม กระดาษในมือหลุดกระเด็น เดชต่อยท้องซ้ำอีกสองหมัดกีรณาก็ทรุดกับพื้น!

ooooooo

เมื่อเผาจริงแล้ว ดาวมาตามหากีรณา ปรากฏว่าไม่มีใครเห็น ทุกคนมองหน้ากันใจไม่ดีรีบช่วยกันตามหาแต่ไม่มีใครเจอ!

พริบตาเดียว ขณะทุกคนกำลังตกใจเป็นห่วงกีรณาอยู่นั้น โรสิตาก็เข้ามากับเด็กหญิงคนนั้นบอกว่าไม่ต้องตาม ถามเด็กคนนี้ดูก็รู้ ทุกคนมองเด็กเป็นตาเดียว เด็กงง ถามว่าตนทำอะไรผิดหรือ?!

ที่บ้านยายขวัญ กัณหาในชุดนักเรียน ปวส.ขี่มอเตอร์ไซค์รับกุ๊กกับกิ๊กจากโรงเรียนกลับบ้าน แต่บ้านเงียบผิดปกติ กัณหาสงสัยว่าพวกชาลีคงยังไม่กลับจากงาน แต่เอะใจว่า “แต่แม่อยู่นี่”

ทุกคนเอะใจออกตามหาตามห้องต่างๆ จนเจอมัทรีถูกมัดขังอยู่ในห้องหนึ่ง!

กีรณาถูกลูกน้องเดชจับเอามือปิดปากเพื่อเอาตัวไป กีรณากัดมือมันจนต้องปล่อยแล้ววิ่งหนี เดชตะโกนให้จับไว้ให้ได้! กีรณาสู้สุดชีวิต โชคดีที่ตุลากับชาลีตามมาทัน ตุลาพุ่งเข้าสู้กับเดชบอกชาลีให้พาลูกแก้วหนีไปก่อน เดชสู้กับตุลาไปก็สั่งลูกน้องให้ตามไปเอาตัวกีรณามาให้ได้!

ตุลาอาศัยทีเผลอของเดชต่อยมันจนล้มแล้ววิ่งตามกีรณากับชาลีไป เดชเข่นเขี้ยว แล้ววิ่งตามไปสมทบกับลูกน้องรุมชาลี ชาลีตะโกนให้ตุลาพาลูกแก้วหนีไป ถูกเดชตามมาเอาปืนจ่อถาม

“จะไปไหน! ใครจะพานังนี่ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ถ้ากูไม่อนุญาต!!”

“แกก็วางปืนลง ถ้าไม่อยากตายเหมือนกัน!!”

จ่าถวิลตะโกนสั่ง เดชทำทียอม มันกระชากกีรณาจากตุลาไปเป็นตัวประกันแต่ตุลาไวกว่าคว้ากีรณาเหวี่ยงหลบไปได้ ถีบเดชจนหงายหลัง เดชเผลอเหนี่ยวไก

เสียงปืนดังไปถึงศาลาวัด นุ่มนิ่มได้ยินเสียงปืน เนตรดาราที่กำลังโพสท่าให้นักข่าวถ่ายรูปอยู่ได้ยินเสียงปืน แววตากังวลทันที

ตุลาพากีรณาหนีขึ้นรถขับออกไป เดชลุกขึ้นเห็นรถเก่าๆจอดอยู่จึงโดดขึ้นขับตามไป ลูกน้องของเดชที่ยิงต่อสู้กับตำรวจก็ถูกยิงที่แขนจนปืนตก

ตุลาเห็นเดชขับรถตามมาก็ขับออกนอกเส้นทางกีรณาถามว่าจะไปไหน ตุลาบอกว่าไม่รู้แต่ตอนนี้เรากลับบ้านไม่ได้จนกว่าจะหนีพ้นเสียก่อน

ขณะเดชขับรถตามรถตุลาไปนั้น เนตรดาราโทร.เข้ามือถือถามว่าทำอะไรเมื่อกี้ตนได้ยินเสียงปืน ตนบอกให้จัดการให้เงียบที่สุด แบบนี้ตำรวจมิแห่กันมาแล้วหรือ!

เดชกำลังขับรถตามรถตุลา ตวาดว่าตนไม่สน บอกว่าถ้าจะเอาตัวกีรณาก็ให้วางสายเลย แต่พอเดชวางสาย รถของตุลาก็หลุดไปจากสายตาแล้ว เดชสบถหัวเสีย

“โธ่เว้ย!!”

ทันใดนั้น เดชก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกน้องที่เฝ้าโกดัง เดชรับสายก็ตกใจตาเหลือกถาม

“มึงว่าไงนะ ที่โกดังเกิดอะไรขึ้น!!”

ooooooo

ที่บ้านยายขวัญ เมื่อเจอมัทรีแล้วกัณหาไปที่สถานีตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือแต่มีตำรวจเฝ้าโรงพักอยู่เพียงคนเดียว กัณหามองหาไรวินทร์ก็ไม่เห็น

ระหว่างที่ตำรวจอื่นไปดูแลงานที่วัดกลางนั้น ไรวินทร์บุกไปสืบโกดังในป่าตามลำพัง เห็นยามคนหนึ่งแยกตัวไปฉี่ จึงไปดักเล่นงานจนสลบแล้วปลอมตัวสวมรอยเข้าไป

เดชรายงานไอศูรย์เรื่องที่โกดัง ไอศูรย์ตกใจมากตวาดว่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยังไง บวรฤทธิ์จ้องหน้าไอศูรย์เขม็งถามว่าเกิดอะไรขึ้น!

ที่โกดังกำลังตึงเครียดสุดๆ เดชกลับไปตวาด ถามคมกับเขียวว่าเฝ้ายังไงทำไมถึงเป็นอย่างนี้!!

“มันปลอมตัวเข้ามาเนียนเป็นพวกเรา แล้วก็เล่นฉันซะหมอบ ฉันไม่รู้จริงๆ” เขียวปากคอสั่นถูกเดชซัดจนกระเด็น “ปล่อยให้มันเข้ามาล้วงถึงในนี้แล้วพวกมึงยังจะกล้าบอกว่ามึงไม่รู้อีกเหรอ เงาหัวจะไม่มีกันหมดแล้ว!!”

“แล้วเราจะทำยังไงดีพี่” คมถามเสียงสั่น

“ก็ไปตามล่าตัวมันมาให้ได้สิวะ มืดขนาดนี้มันคงยังหนีไปได้ไม่ไกล!!” ชี้ไปที่ลูกน้องอีกกลุ่ม “ส่วนพวกมึง เพิ่มเวรยามเฝ้าให้แน่นหนากว่านี้ ไป๊!!”

ที่มุมมืดหลังผ้ากั้น ไรวินทร์ซุ่มเงียบกริบ ดูการเคลื่อนไหวของพวกเดชไม่วางตา

ไรวินทร์นึกถึงตอนที่จัดการยามแล้วปลอมตัวเข้ามา เขาถ่ายรูปหลักฐานทุกอย่างที่เจอ เอายาเสพติดที่สอดไส้ของป่า ใส่ซองไปเป็นหลักฐาน

แต่ขณะกำลังเร่งเก็บหลักฐานอยู่นั้น ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของคมกับเขียวยามที่เฝ้าข้างหน้าเข้ามาว่า

“มีคนลอบเข้ามา!!”

ไรวินทร์ตกใจทำยาตกพื้นเกิดเสียงดัง เขาตกใจ “ฉิบหายแล้ว!!” พลางคิดหาทางออก เครียด แขม่วท้องหายใจให้เบาที่สุด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ยิ่งกังวลเพราะ แบตเตอรี่ใกล้จะหมด...

ooooooo

จ่าถวิลกับชาลีกลับมาถึงโรงพัก แปลกใจเมื่อเจอกัณหา มัทรี กุ๊กกับกิ๊กนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ ชาลีถามว่าเกิดอะไรขึ้น?

“มีคนบุกเข้ามาทำร้ายแม่ถึงในบ้านน่ะสิ แต่มาที่สถานีตำรวจกลับไม่มีตำรวจอยู่ช่วยประชาชนสักคน”

ชาลีตกใจถามว่าแม่เป็นอะไรหรือเปล่า มัทรีบอกว่ามันโปะยาสลบแล้วจับมัดไม่ได้ทำอะไร ข้าวของก็ไม่ได้ขโมยไปเลย ชาลีนึกออกว่ามันคงจะไปจับตัวลูกแก้วแต่ไม่เจอเลยบุกไปที่วัดแทน แต่แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะตุลาดูแลลูกแก้วอยู่โทร.มาบอกว่าลูกแก้วปลอดภัยแล้ว

“แสดว่ามันทำกันเป็นขบวนการวางแผนลักพาตัวหนูลูกแก้วจริงๆเหรอเนี่ย ไม่ได้ ต้องรีบแจ้งหมวดไรวินทร์”

จ่าถวิลจะรีบออกไป กัณหาบอกว่าตั้งแต่มาตนยังไม่เห็นหมวดเลย จ่าหันถามตำรวจที่เฝ้าโรงพัก ตำรวจคนนั้นบอกว่าหมวดออกไปตั้งแต่ทีมจ่าไปดูแลวัดแล้ว

ทันใดนั้นก็มีเสียงไลน์เข้ามาจ่ารีบเปิดดู

“ช่วยผมด้วย ผมติดอยู่ในโกดัง!!”

จ่าอ่านแล้วบ่นว่านี่เข้าไปจริงๆหรือ บอกว่าอันตรายก็ไม่ฟังกันเลย ถามว่าแล้วนี่จะทำยังไงดีล่ะ?

ooooooo

ตุลาขับรถพากีรณาหนีจนปลอดภัยแล้ว เขาจอดรถบอกเธอว่าคืนนี้เราจะนอนที่นี่ แล้วขนเสื่อกับมุ้งจากรถมาปูเสื่อกางมุ้งกับกิ่งไม้ บอกให้กีรณานอนเสีย เธอถามว่าแล้วเขาล่ะ นอนที่ไหน นอนยังไง

ตุลารู้สึกดีที่เธอเป็นห่วง บอกให้เธอนอนเถอะตนจะเฝ้าให้ นึกได้ถามว่าหิวไหมมีขนมกับน้ำอยู่ที่รถเดี๋ยวจะเอามาให้

อ่านละคร รักหลงโรง ตอนที่ 9 วันที่ 13 ก.ย.60

ละครเรื่อง รักหลงโรง บทประพันธ์โดย ญนันธร
ละครเรื่อง รักหลงโรง บทโทรทัศน์โดย คนเขียนงา / หลี่เจิน
ละครเรื่อง รักหลงโรง ผลิตโดยบริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด
ละครเรื่อง รักหลงโรง กำกับการแสดงโดย ปิยะพงษ์ คำภากุล
ละครเรื่อง รักหลงโรง ออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ติดตามชม ละครเรื่อง รักหลงโรง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ